Wellcome To...

  • Faculty of Management Science.
  • Ubon Ratchathani University.

ขอบเขตปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ควรจะเป็น

Nov 23rd, 2008 by admin | Comments Off

ศรษฐกิจพอเพียง 4 ระดับ

เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงทีไร คนส่วนใหญ่จะนึกถึงชาวบ้าน เกษตรกร

แต่ยังไม่มีใครพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับวิถีคนเมือง ก็เลยทำให้เข้า

ใจไปว่า เกษตรพอเพียง กับเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องเดียวกัน คนเมือง

ไม่เกี่ยว ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไป

อย่างน่าเสียดาย

เพราะมอง “เศรษฐกิจ” ในมิติเดียวตื้นๆ จะต้องคิดใหม่ว่า เศรษฐกิจ หรือ

เศรษฐศาสตร์ จะต้องผูกติดกับศาสตร์อื่นๆ ด้วย เพราะ “มนุษย์” ไม่ใช่หุ่น

เป็นหน่วยหนึ่งของสังคมบนโลกที่มีความคิด ความเกี่ยวข้อง มีอำนาจ มี

พลัง มีจิตใจ ที่เหนือสัตว์ทุกผู้บนโลก จึงมีความซับซ้อนสูงมาก ดังนั้นการ

มองสังคมมนุษย์ จึงไม่อาจมองเพียงมิติเดียวได้

ดังนั้น วิถีคนเมือง จึงต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียงด้วยอย่าง

หลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะมันเป็นเรื่องของข้อกำหนดให้กับ “ชะตาชีวิตร่วมกัน”

ของสังคมโลกใบนี้ หมายความว่า มนุษย์ทุกชนชั้น สามารถปฏิบัติตาม

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ คือ …

เศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งมรรคผลแท้จริง (ควร) จะต้องแบ่งระดับของค่าชี้

วัดออกเป็น 4 ระดับ เพื่อคนที่มีวิถีวัฒนธรรม ความรู้ พฤติกรรมต่างกัน หรือ

องค์กรที่มีความแตกต่างกัน มีโอกาส “เลือก” ปฏิบัติให้เหมาะสมหรือ

เหมาะกับความพอประมาณของตนได้

ระดับที่ 1 “ตอบสนอง” ความต้องการพื้นฐาน + “ศึกษาเรียนรู้” โทษภัย

ของความต้องการส่วนเกิน

ระดับที่ 2 “ตอบสนอง” ความต้องการพื้นฐาน + “ลด ความต้องการส่วน

เกิน”

ความต้องการพื้นฐาน หมายถึง ความต้องการข้าว ผ้า ยา บ้าน ความ

ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นสิทธิที่ประชาชน จะต้องมี และ ได้รับ

ความคุ้มครองจากภาครัฐ
ระดับ 1-2 มี
CSR: Commerce Social Responsibility
CG: Cooperate Governance
SC: Social Campaign

ระดับที่ 3 “สร้าง” ความต้องการพื้นฐาน + “ลด” ความต้องการส่วนเกิน

ระดับที่ 4 “สร้าง + แจกจ่าย” ความต้องการพื้นฐานแก่ผู้อื่น/ประเทศอื่น +

“ลด” ความต้องการส่วนเกิน

ระดับที่ 3-4 จะยั่งยืนได้ ต้องมียุทศาสตร์การสร้างทุนทางสังคมไว้ด้วย
SIOR: Social Input/Output Resource (ทุนทางสังคม)
-human & forcefulness
-system & method
-participated mass politics
-knowledge & truth
-communication
-health & emotioning
-culture
-material capital
-social innovation

ไม่ว่าจะเป็นสังคมการเมือง ธุรกิจ การศึกษา ฯลฯ ต่างอาศัยทุนมาเป็นวัตถุ

ดิบป้อนให้กับระบบของตนให้ดำเนินต่อไป โดยเฉพาะ “ทุนทางสังคม”

(Social I/O resource: I/O: Input/Ouput) เพราะ สังคมการเมือง ธุรกิจ

การศึกษา ฯลฯ ต่างก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานการแสวงหาความได้เปรียบฝ่ายตรง

ข้าม ให้รู้สึกว่า ยินดีพอใจในการเป็นผู้เสียเปรียบ (เสียเพราะแลกในสิ่งที่

ได้) ทุนนิยมได้กลืนกินทุนทางสังคมลงไปทุกวัน ถ้าไม่รีบหรือ ไม่สร้างทุน

ชดเชย ก็จะตายกันทั้งคู่ และทั้งโลกด้วย

ทุนทางสังคม เป็นทรัพยากรที่ประกอบด้วยปัจจัยทางสังคมที่มีอยู่เดิม และ

ที่ได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่ จากกระบวนการต่างๆ โดยอิงคุณธรรมทาง

ศาสนา ทุนทางสังคมมีส่วนประกอบ 9 ประการ คือ (1)คน และพลังมวลชน

(2) ระบบ แบบแผน กิจกรรม กิจการ พิธีกรรม (3) การมีส่วนร่วมทางการ

เมืองของภาคประชาชน (4) ความรู้ และความจริง (5) การสื่อสาร (6) สุข

ภาวะทางกาย สุขภาวะทางจิต สุขภาวะทางจิตวิญญาณ สุขภาวะทางสังคม

(7) วัฒนธรรม (8) ทุนที่เป็นวัตถุดิบ อุปกรณ์ เครื่องจักร เครื่องมือ (9)

นวัตกรรมทางสังคม

กลยุทธ์ในการสร้างทุนทางสังคม คือ (1) การลด ปลด หนี้สิน (2) การ

สร้างเครือข่ายชุมชน (3) การฝึกอบรม ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้จะต้องอาศัย

ระบบการสื่อสารบุญนิยมมาใช้เป็นเครื่องมือ จึงจะทำให้การดำเนินงานของ

กลยุทธ์บรรลุผลตามเป้าหมาย คือให้เกิด การคิดใหม่ ทำใหม่ นำไปสู่ การ

คิดเป็น และทำเป็น

ดังนั้น….. ทุนทางสังคม คือ…
ผลผลิตที่เกิดขึ้นจากองค์รวมของสังคม
เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ
เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์
เป็นสิ่งที่ใครใครก็หยิบฉวยเอามาใช้ได้ทั่วไป
เป็นสิ่งที่เกื้อกูลมนุษยชาติให้มีความเป็นอยู่อย่างผาสุก
เป็นสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาล เทียบกับมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้
เป็นสิ่งที่อ่อนไหวต่อการทำลายล้าง เมื่อถูกทำลายแล้วย่อมหมดไป
เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางนามธรรมสูง สร้างยาก และใช้เวลายาวนาน

*ไม่ใช้คำว่า Social Capital แทน “ทุนทางสังคม” เพราะเหตุว่า มิติของคำๆ

นี้ มีความเกี่ยวข้องกับองค์รวมของระบบอย่างแยกขาดจากกันไม่ได้ และ

เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ทุนทางสังคม เป็นทั้งตัวสร้าง (

ประธาน) เป็นกระบวนการ (กริยา) และเป็นทั้งผลผลิต (กรรม) ให้แก่สังคม

เศรษฐกิจพอเพียง เงื่อนไขแห่งความสำเร็จ

Nov 23rd, 2008 by admin | Comments Off

เมื่อกล่าวถึง “เศรษฐกิจพอเพียง” คงเป็นที่ทราบกันดีของประชาชนคนไทยโดยทั่วไป แต่สำหรับระดับความเข้าใจนั้นก็คงจะแตกต่างกันออกไปตามพื้นฐานประสบการณ์ อาชีพ และความเชื่อในแนวคิด อย่างไรก็ตามในแง่ของผู้ปฏิบัติที่มีพื้นฐานทางด้านเกษตรกรรม จึงใคร่ขอนำเสนอแง่คิดและมุมมองด้านการเกษตร ที่ได้มีประสบการณ์ และผ่านการทำงานร่วมกับพี่น้องเกษตรกรมากว่า 15 ปี พบว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” นั้นเป็นสิ่งที่เกษตรกรส่วนใหญ่มีความต้องการอย่างยิ่ง เป็นผลเนื่องมาจากความพยายามของการประกอบอาชีพตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมานั้น การผลิตมีแต่พอกินแต่ไม่พอใช้ หรือบางครั้งไม่พอกินด้วยซ้ำไป เพราะการผลิตในช่วงที่ผ่านมาเป็นการผลิตที่มุ่งเป้าไปที่การขายเป็นหลัก ด้วยเหตุผลที่ต้องการตอบสนองกิเลสและตัณหาของตนเอง ต้องการมี ต้องการอยากในสิ่งที่ตนเองยังไม่เคยมีโดยขาดสติในการไตร่ตรองอย่างรอบครอบ หรือความไม่รู้ ไม่เข้าใจจึงเดินตามกระแสนิยม หรือด้วยเหตุผลอื่นๆ นานัปการเพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัวในสังคม อย่างไรก็ตามเมื่อถึงจุดตรงนี้ วันนี้ เวลานี้ เกษตรกรส่วนใหญ่มีความสนใจในการที่จะศึกษาและทำตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง แต่จะทำอย่างไรล่ะ?…ผู้เขียนจึงพยายามที่จะหาแนวทางในการที่จะผ่านพ้น วิกฤตินี้ไปให้ได้ แต่ด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดอาจจะมองไม่ครอบคลุมทุกด้าน ทุกประเด็น แต่ก็มีความมุ่งหวังว่าน่าจะจุดประกายแนวคิดและแนวทางในการดำเนินงานอันจะ เป็นเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความสำเร็จต่อไปได้


เงื่อนไขแห่งความสำเร็จ


1.1 การรู้จักตนเอง ทำ ตนให้เป็นที่พึ่งของตนเอง รู้จักพัฒนาตนเองด้วยการพยายามทำจิตใจให้ผ่องใส มีจิตใจที่เข้มแข็งมีจิตสำนึกที่ดี มีจิตใจเอื้ออาทร รวมทั้งมีความเจริญและมีความเย็นในจิตใจอยู่เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
1.2 พึ่งพาตนเองและพึ่งพาซึ่งกันและกัน ใน การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ คือ เมื่อมีปัญหาจากการดำเนินชีวิต ก็ให้ใช้สติปัญญาไตร่ตรองหาสาเหตุของปัญหาและแก้ไขไปตามเหตุและปัจจัย ด้วยความสามารถและศักยภาพที่ตนเองมีอยู่ ก่อนที่จะคิดถึงผู้อื่น และมีการปรึกษาหารือถ้อยทีถ้อยอาศัย ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในชุมชน
1.3 การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง รู้จักลดกิเลสและลดความต้องการของตนเองลง เพื่อให้เหลือแรงและเวลาในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากขึ้น

2. เศรษฐกิจพอเพียงเกิดได้ถ้ามี “พลัง” ต้อง ยอมรับว่างานเกษตรนั้นเป็นงานที่ต้องใช้ระยะเวลา และบางกิจกรรมจำเป็นต้องใช้ความพิถีพิถันจึงจะเห็นผล ดังนั้นคนที่อยู่ในอาชีพนี้จึงต้องมีความอดทน และความพยายามค่อนข้างสูง จึงจะประสบความสำเร็จในอาชีพ จากแง่มุมดังกล่าวของการประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจึงจำ เป็นอย่างยิ่งต้องมีชุมชน และเครือข่าย ที่มีความต้องการ และความเห็นที่ไปในทิศทางเดียวกันตามหลัก “ทิฐิสามัญญตา” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ตลอดทั้งการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้คนในชุมชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อทบทวนกิจกรรมที่ตนเองได้ทำมา เพื่อสร้างเป็นชุดความรู้สำหรับเป็นแนวปฏิบัติของชุมชนต่อไป ดังเช่น เครือข่ายของกลุ่มอโศก (สันติอโศก ปฐมอโศก ศีรษะอโศก ราชธานีอโศก ฯลฯ) เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านและพหุภาคีภาคอีสาน เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น แต่ถ้าหากทำอยู่คนเดียวท่ามกลางมรสุมกระแสโลกาภิวัฒน์ การทำเศรษฐกิจพอเพียงให้ประสบผลสำเร็จนั้นคงยากและต้องใช้เวลานาน
อย่างไรก็ตามในระบบการผลิตตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้น การตลาดยังมีความสำคัญเช่นกัน สำหรับเป็นจุดในการกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภค แต่ต้องเป็นตลาดที่มีความเป็นธรรม กล่าวคือเป็นตลาดที่ไม่ค้ากำไรเกินควร ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้ผลิตและผู้บริโภค เน้นผลผลิตที่ปลอดภัย และรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนั้นพลังของกลุ่ม และเครือข่ายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นตัวกลางในการรวบรวมผลผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์ ตลอดทั้งการต่อรองทางการค้าให้กับสมาชิกในชุมชนอันจะส่งผลถึงความยั่งยืนใน อาชีพ

3. เศรษฐกิจพอเพียงเกิดได้ถ้ามี “การเรียนรู้ตลอดเวลา” การ พัฒนาอาชีพให้ประสบความสำเร็จ “ความรู้” นับว่าเป็นพื้นฐานของการนำไปสู่ความสำเร็จ มีผู้รู้ (ปราชญ์ชาวบ้าน) หลายท่านกล่าวว่า “…การที่เกษตรกรล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพเป็นผลสืบเนื่องมาจากความรู้ไม่พอใช้ เนื่องจากเกษตรกรไม่ยอมเรียนรู้ ส่วนใหญ่มีแต่เลียนรู้ (คัดลอก)โดยไม่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ด้วยเหตุด้วยผลสุดท้ายจึงขาดความรู้ และต้องประสบกับความล้มเหลวในอาชีพ…” ดังนั้นเกษตรกรที่ทำเศรษฐกิจพอเพียงให้ประสบผลสำเร็จต้องรู้จักเรียนรู้ พัฒนาตนเอง รู้จักรากเหง้า รู้อดีต และรู้จักอนาคต โดยการเรียนรู้จากธรรมชาติและประสบการณ์ในโลกกว้างด้วยตนเองหรือจากการแลก เปลี่ยนร่วมกับผู้อื่น ให้เกิดเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ทุกคนช่วยกันพัฒนาชีวิตของตนเองและผู้ อื่นร่วมกัน มีการสืบทอดและเรียนรู้เพื่อพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นและพัฒนาให้เป็นสังคมที่ มั่นคงและยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงโดยใช้คุณธรรมและวัฒนธรรมเป็นตัว นำ โดยไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวตั้ง

4. เศรษฐกิจพอเพียงเกิดได้ถ้ามี “รัฐบาลเอาจริงเอาจัง” หน่วย งานภาครัฐนับเป็นกลไกลสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดขึ้นได้ หากแต่เพียงว่าคนของภาครัฐต้องตั้งใจทำงานให้เต็มประสิทธิภาพ มีความจริงใจ และเข้าใจในแนวคิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขับเคลื่อนบนพื้นฐานบริบทของแต่ละชุมชน ซึ่งจะต้องให้ความสำคัญของชุมชนเป็นหลัก และขับเคลื่อนแผนจากชุมชนขึ้นไป ไม่ใช่ขับเคลื่อนจากหน่วยงานภาครัฐลงมาชุมชน เน้นการบริหารจัดการแบบบูรณาการให้ความสำคัญกับคน และวัฒนธรรมของชุมชนเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในการคาดหวังที่จะเกิดขึ้นในประเด็นนี้คงไม่ใช่เรื่องที่ง่าย นัก ถ้าขาดผู้นำในระดับประเทศที่เอาจริงเอาจัง แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำไม่ได้เสียทีเดียวถ้าหากมีเจตจำนงทางการเมือง ที่แท้จริงในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติถึงระดับท้องถิ่น ตั้งแต่รัฐบาลถึง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต) ตั้งแต่พรรคการเมืองใหญ่ไปจนถึงองค์กรประชาชนต่างๆ ซึ่งทำการเมือง “ภาคประชาชน” โดยผู้ที่เกี่ยวกับการเมือง นโยบายการพัฒนา การตัดสินใจในระดับต่างๆ จะต้อง
4.1 ทำให้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นวาระแห่งชาติ เป็น “หัวใจ” ของ ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และไม่ทำให้คนเข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องชาวบ้าน เรื่องคนจน คนชนบทเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาในทุกระดับและทุกภาคส่วน
4.2 มีนโยบายการพัฒนาที่ปฏิบัติได้ โดยไม่เป็นพวกปฏิบัตินิยมสุดโต่ง ที่เน้นแต่ผลลัพธ์โดยละเลยกระบวนการ
4.3 มีนโยบายที่จะกระจายอำนาจและธรรมาภิบาล ไม่ สร้างระบบอุปถัมภ์ เพื่อครอบงำ แต่ส่งเสริมความเป็นอิสระจากส่วนกลางและการพึ่งตนเองของชุมชนและของท้องถิ่น ไม่ใช่ให้ระบบย่อยเกิดจากและขึ้นกับระบบใหญ่ แต่ให้ระบบใหญ่เป็นองค์รวมที่เกิดจากระบบย่อย
4.4 บูรณาการแนวคิดของคนในชาติให้พุ่งเป้าไปในทิศทางเดียวกัน ว่า ต้องการแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของแผ่นดิน โดยต้องรู้จริงและชัดเจนในหลักการ เหตุผลและวิชาการเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการศึกษาวิจัย ทดลองปฏิบัติจนเกิดความรู้ปัญญาและให้ทุกฝ่ายทุกส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนา ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียงในทุกระดับ แล้วจึงแบ่งบทบาทหน้าที่ของทุกฝ่ายทุกส่วน เพื่อการดำเนินงานเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดเป็นจริง


อย่างไรก็ตามจากเงื่อนไขแห่งความสำเร็จ 4 ประการของเศรษฐกิจพอเพียง ตามทัศนของผู้เขียนหลายท่านอาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป แต่โดยส่วนตัว และจากประสบการณ์ที่ได้ลงสัมผัส และร่วมทำงานกับชุมชนของผู้เขียนเองเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง นำกลับมาทบทวนในการที่จะขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตของคนให้ดีขึ้น โดยสิ่งที่จำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างเร่งด่วน คือ การปรับ “กระบวนทัศน์” ปรับวิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า ปรับฐานการมองโลกแห่งความเป็นจริง ตามกระบวนทัศน์พัฒนาแบบเดิม มาเป็นกระบวนทัศน์แบบเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสร้างฐานชีวิตที่ดีมีความมั่นคง ต่อไป

เอกสารประกอบการเรียบเรียง

คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอ เพียง. 2547. การประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง.สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ. กรุงเทพฯ 78 หน้า.


สำนักงานสาธารณะสุขจังหวัดกาฬสินธุ์. 2550. กระบวนการพัฒนาชุมชนอยู่เย็นเป็นสุข ภายใต้ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข จังหวัดกาฬสินธุ์. สำนักงานสาธารณะสุขจังหวัดกาฬสินธุ์, กระทรวง
สาธารณะสุข. จังหวัดกาฬสินธุ์. 131 หน้า.